close
Bass

Data Bass by Jio Luminasion ตอนที่ 6

สวัสดีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ชาว GuitarTrick ทุกท่าน ก็ขอต้อนรับสู่คอลัมน์ ”Data Bass by Jio Luminasion ”อีกเช่นเคยครับ สำหรับคอลัมน์นี้ก็เป็นตอนที่ 6 ผมก็จะขอพูดต่อเนื่องมาจากคอลัมน์ที่แล้วนะครับ ที่ว่าเรื่องของ ”การอุดหนุนซีดีลิขสิทธิ์ “ ซึ่งในคอลัมน์ที่แล้วนั้นผมก็ได้อธิบายและยกตัวอย่างถึง”เหตุผลที่ว่าทำไม เราถึงต้องไปเสียเงินซื้อซีดีลิขสิทธ์” ถ้าท่านใดยังไม่ได้อ่านก็สามารถไปหาอ่านดูย้อนหลังได้นะครับ ส่วนในคอลัมน์นี้นั้น

ผมจะขออธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนต่าง ๆ ของการผลิตอัลบั้มเพลง มาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันครับ อาจจะค่อนข้างยาวนิดนึง แต่ถ้าคุณได้อ่านทั้งหมด คุณก็จะได้เห็นถึงระบบของการทำอัลบั้มครับ ว่ากว่าจะทำอัลบั้มเพลงขึ้นมาวางขายสักอัลบั้มนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขั้นตอนต่าง ๆ ก็จะมีประมาณนี้ครับ

1. เริ่มต้นจาก “ขั้นตอนการคิดเพลง” ในขั้นตอนนี้นั้น ทุก ๆ ท่านสามารถลองทำดูได้ครับ เพราะผมเชื่อว่าถ้าท่านได้พยายามจริง ๆ ให้เวลากับการศึกษา ให้เวลาสำหรับการคิด การแต่งเพลงแบบจริงจัง ต่อให้เป็นมือใหม่ก็สามารถทำเพลงของตัวเองออกมาได้ไม่ยากเกินความสามารถหรอก ครับ แต่ว่าเพลงที่คุณได้แต่งมานั้นจะดีหรือไม่ดี ก็จะอยู่ที่ความสามารถ อยู่ที่จินตนาการหรืออยู่ที่ประสบการณ์ส่วนตัวแล้วแหละครับ ซึ่งตรงนี้แหละครับที่ยากจริง เพราะมันคือเรื่องของรายละเอียดต่าง ๆ และการเรียบเรียงของแต่ละคน ฉะนั้นกว่าจะมาเป็นเพลงที่ไพเราะ ๆ มาให้ท่านได้ฟัง กว่าจะเป็นเพลงมันส์ ๆ ให้ท่านได้โยก หรือ กว่าจะมาเป็นเพลงที่ยาก ๆ มาให้ท่าน (ที่เล่นดนตรี) ได้ฝึก มันคงไม่ง่ายแน่นอนครับ คงต้องใช้เวลา ใช้ไอเดียและเรียบเรียงรายละเอียดต่าง ๆ แล้วยิ่งเป็นเพลงที่คิดไว้แบบดนตรีเล่นยาก ๆ ก็ต้องใช้เวลาฝึกและจำอีก แล้วยิ่งการทำงานกันแบบเป็นทีมแบบเป็นวงนั้น ก็ยิ่งมีความวุ่นวายและซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะว่าต่างคนก็ต่างมีความคิดมีไอเดียที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้บางวงสามารถปรับจูนเข้าหากันได้ ก็จะสามารถทำงานร่วมงานกันได้ต่อไป แต่บางวงก็ถึงขั้นแตกคอกันทะเลาะกันจากขั้นตอนนี้ก็มีไม่น้อยนะครับ แล้วกว่าจะมีเพลงครบอัลบั้มนี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอนครับ

2. “ขั้นตอนการซ้อมเพลงที่แต่ง” พอหลังจากที่ได้แต่งเพลงมาเสร็จแล้ว คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนของการซ้อมกันแล้วครับ ถ้าเป็นรูปแบบของวงดนตรี คุณและเพื่อน ๆ สมาชิกในวงก็ต้องมาฝึกซ้อมเรื่องของ Teamwork ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เวลาแน่นอนครับกว่าจะซ้อมให้เข้าขากัน แล้วถ้าคุณและเพื่อน ๆ ในวงไม่มีห้องซ้อมเป็นของตัวเอง คุณก็จะต้องมีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าห้องซ้อมแน่นอน และใช่ว่าเพลง ๆ นึงนี่จะใช้เวลาซ้อมกันแค่ครั้งหรือสองครั้งแล้วจะเล่นกันได้แม่นยำและลงตัว เพราะเนื่องจากว่าเป็นการซ้อมเพลงที่ยังไม่เคยมีมาก่อน จึงอาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เสมอ จนกว่าคุณและเพื่อน ๆ ที่วงจะพอใจ

3. “ขั้นตอนการเข้าห้องอัดเสียง” หลังจากที่คุณและเพื่อน ๆ ในวงมีพร้อมทั้งเรื่องเพลงและเรื่องการซ้อมมาอย่างดีแล้ว คราวนี้ก็มาถึงขั้นตอนของการเข้าห้องอัดแล้วครับ ซึ่งตรงนี้เอง ถ้าพูดถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายในขั้นตอนนี้ก็คงจะไม่น้อยแน่ ๆ ครับ เรทราคาค่าใช้จ่ายของห้องอัดแต่ละที่ก็จะไม่เท่ากัน บางที่คิดเป็นคิว บางที่คิดเป็นรายชั่วโมง (แล้วยิ่งคุณอยากจะใช้บริการห้องอัดที่มีเครื่องมือแบบอลังการขั้นเทพ คุณก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงตามคุณภาพแน่นอนครับ) คราวนี้ถ้าคุณได้เดินทางไปถึงที่ห้องอัดแล้วก็ใช่ว่าจะหยิบเครื่องดนตรีมา เล่นแล้วกดอัดได้เลย เพราะคุณจะต้องมาเซ็ทซาวด์ เซ็ทอุปกรณ์ต่าง ๆ อีก เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดี จะใช้เวลาเยอะหรือน้อยก็อยู่ที่เครื่องดนตรีนั้น ๆ ไปครับ แล้วพอเตรียมพร้อมทุกอย่างจนเสร็จก็มาพูดถึงเรื่องของการอัดบ้างครับ ต้องบอกไว้ก่อนเลยครับว่าใช้เวลาไม่น้อยแน่ ๆ สำหรับท่านที่ไม่เคยได้เข้าห้องอัดก็อาจจะคิดว่าเล่นพร้อมกัน take เดียว ไม่เกิน 10 นาทีก็เสร็จแล้ว 555+ ถ้าเป็นการอัดแบบในห้องซ้อมก็ใช่ครับ แต่ถ้าเป็นการอัดอัลบั้มในห้องอัดนี่ ต้องละเอียดมากครับ ต้องใส่ใจในเครื่องดนตรีทุกชิ้นและทุกจุดของเพลงเลย เพราะถ้าทำออกมาไม่ดีแล้ววางขายไปแล้ว มันก็จะแก้ไขไม่ได้แล้วครับ จึงต้องใช้เวลาสำหรับการเก็บรายละเอียดต่าง ๆ พอสมควรเลย แล้วถ้าเกิดคุณหรือเพื่อนในวงสักคนยังซ้อมเพลงที่อัดมาไม่ดีหรือเล่นยังได้ ไม่แม่น ก็คงต้องใช้เวลาอัดมากขึ้นไปอีก อย่างเรื่องการอัดกีต้าร์นั้นก็ใช่ว่าจะอัดแค่ไลน์เดียวจบนะครับ แค่ภาคริทึ่มนีทก็ต้องอัดทั้งไลน์ที่แพนไปด้านซ้ายและไลน์ที่แพนไปด้านขวา บางวงต้องการซาวด์ที่หนา ๆ ก็อาจจะอัดข้างละ 2 ไลน์หรือมากว่า ก็ลองนับดูครับว่าเฉพาะไลน์กีต้าร์อย่างเดียวก็ต้องอัดกี่รอบแล้ว ซึ่งเบ็ดเสร็จกว่าจะอัดเสร็จแต่ชิ้นจนครบเพลงต้องใช้ค่าใช้จ่ายในห้องอัดไม่ น้อยแน่ ๆ และกว่าจะอัดเพลงจนได้ครบอัลบั้มอีกล่ะ ใช้งบเยอะแน่นอนครับผม บางวงเลยเลี่ยงขั้นตอนการอัดกลองแบบสด ๆ ด้วยการเขียนกลองในคอมพิวเตอร์แทน เพราะจะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา แต่ยังไงเนื้อเสียงของความแน่นก็ยังคงเทียบเท่ากลองแบบสด ๆ ไม่ได้ครับ

4. “ขั้นตอนการ Edit” ในยุคนี้ถือว่าโชคดีครับ ที่ผู้คนนิยมอัดเสียงกันแบบระบบ Digital ทำให้สามารถ Edit แก้ไขในจุดต่าง ๆ ได้ ซึ่งอาจจะ Edit คร่าว ๆ บ้างระหว่างที่กำลังอัดเพื่อเป็นประหยัดเวลาขึ้น อาจจะเจาะแก้ไขเป็นบางท่อนไป (โดยที่ไม่ต้องมาอัดใหม่แบบ Take ยาว) และพออัดเสร็จก็ต้องมา Edit รายละเอียดต่าง ๆ อีกทีครับ เพื่อให้รายละเอียดต่าง ๆ ออกมาสมบูรณ์ ไม่มีจุดผิดพลาด เช่น เบสกับกลองมีอัดเหลื่อมจังหวะกันเล็กน้อย เราก็สามารถขยับให้ตรงกันได้ หรือ ท่อนไหนอยากให้ไลน์กีต้าร์เบาหรือดัง เป็นต้น ตรงนี้เรื่องค่าใช้จ่ายก็อยู่ที่เรทราคาของแต่ละที่ครับ บางที่เหมาเป็นเพลง บางที่คิดตามชั่วโมงการทำงาน

5. “ขั้นตอนของการ Mix & Balance เสียง” หลังจากที่ได้ Edit เสร็จแล้วก็มาถึงขั้นตอนของการ Mix เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นครับ เพื่อให้เสียงเครื่องดนตรีแต่ละไลน์ออกมาดีตามที่ต้องการ ขั้นตอนนี้ค่าใช้จ่ายก็อาจจะคิดเป็นรายเพลงหรือบางที่ก็เหมาราคาแบบ Mix ทั้งอัลบั้มครับ แล้วก็ใช่ว่าอยากจะจ้างใครมาทำก็ได้นะครับ เพราะบางอัลบั้มอัด Source ในห้องอัดมาอยากดี แต่มาเละจากการ Mix ก็มีนะครับ กลายเป็นว่าทำให้เพลงไม่น่าฟังไปเลย ฉะนั้นถ้าคุณอยากได้ Sound Engineer ที่มีชื่อเสียงของการ Mix เก่ง ๆ เรทราคาก็จะสูงขึ้นตามคุณภาพและความสามารถครับผม เพราะคนที่ Mix เก่ง ๆ เค้าจะมีการเลือกย่านความถี่อย่างละเอียดของแต่ละเครื่องดนตรีและใช้อุปกรณ์ ต่าง ๆ มาปรับเสียง จนกระทั้งได้เสียงที่ออกมาดีดั่งที่คุณต้องการครับ นอกจากการ Mix แล้ว ก็ยังต้องมีการจัด Balance ความดังความเบาของแต่ละไลน์ให้ออกมาพอดีกันในเพลงอีก ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกเช่นเคยครับ เพราะมันค่อนข้างเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเลยทีเดียว

6. “ขั้นตอนการ Mastering” หลังจากที่ได้ผ่านขั้นตอนการ Mix และจัด Balance เพลงเสร็จ ก็ใช่ว่าจะจบนะครับ คราวนี้มาถึงขั้นตอนต่อมาก็คือ “การทำ Mastering “ นั่นเอง พอมาถึงตรงนี้คงอาจเกิดคำถามสำหรับท่านผู้อ่านบางท่านแล้วว่า การทำ Mastering คืออะไร ทำไมต้องทำ ไม่ทำได้มั้ย 555+ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การทำ Mastering นั้นก็เพื่อที่จะทำให้ Tone และ Volume ของเพลงแต่ละเพลงในอัลบั้มนั้นๆ มีเสียงที่สมดุลกันและไปในทิศทางเดียวกันครับ ถ้าเกิดไม่ทำขั้นตอนนี้ ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่อง Tone ของเพลงแต่ละเพลงในอัลบั้มฟังดูไม่เข้ากัน (เหมือนอยู่คนอัลบั้มอะไรอย่างนั้น 555+) หรือไม่ก็เพลงนึง Volume ดัง และเพลงถัดมา Volume เบาไปเลย เป็นต้น ซึ่งในเรื่องของค่าใช้จ่ายตรงนี้ เรทราคาก็แล้วแต่ละที่เช่นกันครับ บางที่ก็คิดไปเป็นเพลงหรือบางที่ก็เหมาทั้งอัลบั้มไปเลยครับ แล้วอีกอย่าง จากข้อมูลที่ผมเคยได้รู้มา ก็คือ หูของคนที่ Mix เพลง กับ หูของคนที่ Mastering นั้น จะมีความถนัดในการฟังที่ไม่เหมือนกันอีก อย่างคนที่ Mix เสียงได้เก่ง ๆ ก็จะมีความถนัดในการฟังเพื่อ Mix เสียงแต่ละไลน์มากกว่าการฟังเพื่อทำ Mastering และในมุมกลับกัน คนที่ทำ Mastering เก่ง ๆ ก็จะถนัดการทำ Mastering มากกว่าการ Mix เช่นกัน ซึ่งทำให้บางครั้งคุณอาจจะต้องใช้บริการจากคนที่ Mix เพลงคนนึง และก็ไปทำ Mastering กับอีกคนนึงก็เป็นได้ แต่เรื่องนี้นั้นอยู่ที่รุปแบบระบบการของทำงานและความชอบส่วนตัวของแต่ละวง แต่ละบุคคลครับผม

7. “ขั้นตอนการทำ Artwork” พอหลังจากที่ได้จัดการในเรื่องของเสียงเพลงจนเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ต้องมาจัดการเรื่องของปกอัลบั้มและ Artwork ต่าง ๆ ครับ ถ้าเกิดวงไหนไม่มีคนทำกราฟฟิคเป็นหรือทำได้ไม่เก่ง ก็คงต้องไปจ้างคนทำกราฟฟิคออกแบบครับ (เพราะงานแบบนี้จะหารูปจาก google แล้วก็อปปี้มาแปะคงไม่ดีมั้งครับ อิอิ) แล้วก็ต้องมาถ่ายรูปสมาชิกในวงอีก และการถ่ายรูปเพื่อลงรูปในปกทั้งทีก็ต้องเน้นคุณภาพที่ดีสักหน่อย ซึ่งอาจต้องไปเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าสตูดิโอถ่ายภาพ และอาจจะต้องไปจ้างช่างกล้องมืออาชีพมาถ่ายให้อีก นอกจากนั้นก็มีรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ อีกตามที่เราเคยได้เห็นในปกซีดีนั่นเอง

8. “ขั้นตอนการผลิต” คราวนี้มาถึงขั้นตอนที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วครับ ตรงนี้เองถ้าใครที่ทำอัลบั้มเองโดยไม่มีค่าย ก็ต้องไปหาที่ที่รับผลิตซีดีและปก เรื่องค่าใช้จ่ายจะเท่าไหร่ก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนในการผลิตครับว่าจะผลิตกี่ แผ่น ถ้าวงที่มีสังกัดมีค่าย ทางค่ายก็จะจัดการเรื่องนี้ให้ครับ

9. “ขั้นตอนการโปรโมทและจัดจำหน่าย” สำหรับเรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องของการตลาดแล้วครับ ถ้าวงที่ไม่มีค่ายก็ต้องอาศัยการโปรโมทเอาเอง แต่สมัยนี้ดีหน่อยครับที่มีช่องทางอินเตอร์เน็ตให้ได้ใช้โปรโมทแบบไม่เสีย ค่าใช้จ่าย (หรือแบบเสียค่าใช้จ่ายก็มีเช่นกัน) ส่วนสถานที่วางจำหน่ายสำหรับวงที่ทำกันเองแบบไม่มีสังกัด ก็อาจจะยากหน่อยนะครับ ถ้าเกิดไม่สามารถติดต่อเพื่อวางขายในร้านขายซีดีได้ ก็อาจจะต้องอาศัยไปหางานเล่นโชว์แล้วก็ติดซีดีไปขาย หรือ โปรโมททางอินเตอร์เน็ตแล้วก็อาศัยช่องทางการขายซีดีทางไปรษณีย์ แต่ถ้าเป็นวงที่มีค่ายมีสังกัดรองรับก็จะได้เปรียบตรงจุดนี้แน่นอนครับ ทั้งในเรื่องของการโปรโมท (จะเยอะหรือน้อยอยู่ที่แต่ละค่าย) รวมไปถึงช่องทางในการขายซีดีหรือขายดาวน์โหลดแบบ ก็จะได้เปรียบกว่า เพราะจะสามารถทำได้แบบเป็นกิจลักษณะครับ ทั้งหมดนี้นั้น ถ้าจะมองกันจริง ๆ ก็เป็นแค่ขั้นตอนหลัก ๆ แบบคร่าว ๆ เท่านั้นครับ เพราะเอาจริง ๆ อาจมีรายละเอียดต่าง ๆ ของการทำงานที่ซับซ้อนและวุ่นวายกว่าที่ผมได้ยกตัวอย่างมาอีกครับ แต่อย่างน้อยถ้าท่านใดที่ได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบแล้วลองนึกภาพตามดู ก็จะเห็นได้ว่า กว่าจะได้มาสักหนึ่งอัลบั้มนี่ ไม่ได้ง่ายเลยอย่างที่ผมได้บอกมาตั้งแต่ตอนต้น และก็ใช้ทุนก็ไม่น้อยเลยด้วย แต่พอทำทุกอย่างจนเสร็จหมดแล้ว ๆ ก็วางขาย ก็กลับถูกนำไป rip เป็นไฟล์ mp3 แล้วปล่อยให้ดาวน์โหลดกันแบบฟรี ๆ ไปทั่วซะแล้ว…

     ซึ่งทั้งหมดนี้นั้น ก็มาจากประสบการณ์จริงที่ผมได้สัมผัสมา ผสมกับความรู้ต่าง ๆ ที่ได้มาจากการที่เคยได้มีโอกาสใกล้ชิดกับระบบห้องอัด สุดท้ายนี้ผมจึงขอฝากเรื่องของการอุดหนุนซีดีลิขสิทธิ์ไว้ด้วยนะครับ ซึ่งอย่างที่ผมได้บอกเอาไว้ในคอลัมน์ที่แล้วครับ ก็คือ ถ้าสะดวกซื้อก็ซื้อ แต่ถ้าไม่สะดวกก็เว้นเอาไว้ก่อน ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ (การเงิน) กันไป แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสอุดหนุดซีดีลิขสิทธิ์ของศิลปินที่คุณชื่นชอบ ก็เท่ากับว่าคุณได้เป็นกำลังใจและได้สนับสนุนศิลปินท่านนั้น ๆ ด้วยครับ แล้วถ้าเกิดคุณได้มีโอกาสได้เอาซีดีลิขสิทธิ์ไปให้ศิลปินเจ้าของผลงานได้ เซ็นต์ ผมเชื่อว่าศิลปินท่านนั้นก็คงรู้สึกดีและปลื้มใจแน่นอนครับผม

Guitartrick

The author Guitartrick

Leave a Response